ทำความรู้จักกับ “ภ.ง.ด.54”

ทำความรู้จักกับ “ภ.ง.ด.54”


          ภ.ง.ด.54 เป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับกรณีที่มีการจ่ายเงินได้จากประเทศไทยไปยังบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินในประเทศไทยมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ดังกล่าว และนำส่งกรมสรรพากรภายในระยะเวลาที่กำหนด

          กลไกดังกล่าวสะท้อนหลักการจัดเก็บภาษีตามแหล่งเงินได้ (Source of Income Principle) ซึ่งมุ่งให้รัฐมีอำนาจจัดเก็บภาษีจากเงินได้ที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศไทย แม้ผู้รับเงินจะอยู่นอกเขตอำนาจทางภูมิศาสตร์ของรัฐก็ตาม ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรั่วไหลของฐานภาษีและสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี


กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
          บทบัญญัติสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 ได้แก่
                    มาตรา 40 กำหนดประเภทของเงินได้พึงประเมิน
                    มาตรา 41 วรรคสอง วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับแหล่งเงินได้ในประเทศไทย
                    มาตรา 50 กำหนดหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายโดยทั่วไป
                    มาตรา 70 กำหนดการหักภาษีกรณีจ่ายเงินให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย
                    มาตรา 70 ทวิ และมาตรา 70 ตรี กำหนดกรณีเฉพาะเกี่ยวกับเงินปันผลและกำไรที่โอนไปต่างประเทศ
                    มาตรา 52 และมาตรา 89 กำหนดเงินเพิ่ม เบี้ยปรับ และความรับผิดกรณีไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

หลักแหล่งเงินได้ตามมาตรา 41 วรรคสอง
          มาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า เงินได้พึงประเมินที่เกิดจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเกิดจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ให้ถือเป็นเงินได้จากแหล่งในประเทศไทย
          หลักการนี้มีผลให้ แม้ผู้รับเงินจะไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย และมิได้มีสถานประกอบการในประเทศไทย หากเงินได้นั้นมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมหรือทรัพย์สินในประเทศไทย ก็ย่อมอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีในประเทศไทย
          ตัวอย่างเช่น การว่าจ้างบริษัทต่างประเทศให้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับกิจการในประเทศไทย การให้สิทธิใช้ทรัพย์สินทางปัญญาที่นำไปใช้ในประเทศไทย หรือการให้กู้ยืมเงินที่ก่อให้เกิดดอกเบี้ยจากกิจการในประเทศไทย ล้วนเป็นกรณีที่อาจเข้าลักษณะเงินได้จากแหล่งในประเทศไทย


หน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70
          มาตรา 70 บัญญัติว่า เมื่อมีการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย ให้ผู้จ่ายเงินหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 ของจำนวนเงินที่จ่าย เว้นแต่กรณีที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
          สาระสำคัญของมาตรานี้อยู่ที่การกำหนดให้ “ผู้จ่ายเงิน” เป็นผู้มีหน้าที่โดยตรงในการหักและนำส่งภาษี หากละเลยไม่ปฏิบัติ ผู้จ่ายเงินอาจต้องรับผิดชำระภาษีแทนผู้รับ พร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามกฎหมาย


ประเภทเงินได้ที่พบได้บ่อย ได้แก่
          มาตรา 40 (2) ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ และค่าที่ปรึกษา
          มาตรา 40 (3) ค่าแห่งลิขสิทธิ์ ค่าสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (Royalty)
          มาตรา 40 (4) ดอกเบี้ย เงินปันผล และผลประโยชน์ในลักษณะเดียวกัน


ตัวอย่างการคำนวณภาษีและผลทางกฎหมาย
          กรณีที่ 1 : ค่าที่ปรึกษา (มาตรา 40 (2) ประกอบมาตรา 70)
                              บริษัทไทยว่าจ้างบริษัทต่างประเทศให้บริการที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจ โดยมีค่าบริการตามสัญญา 200,000 บาท เนื่องจากเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) และผู้รับมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย จึงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15

การคำนวณภาษี : 200,000 × 15% = 30,000 บาท

                              ดังนั้น ผู้จ่ายเงินต้องหักภาษีจำนวน 30,000 บาท ชำระเงินสุทธิแก่ผู้รับ 170,000 บาท และยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 พร้อมนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลา
                              หากไม่ดำเนินการหักภาษี ผู้จ่ายเงินอาจถูกประเมินให้รับผิดในจำนวนภาษีดังกล่าว พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน และเบี้ยปรับตามกฎหมาย


          กรณีที่ 2 : ค่าสิทธิและการใช้อัตราตามอนุสัญญาภาษีซ้อน
                              บริษัทไทยจ่ายค่าสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์แก่บริษัทต่างประเทศ จำนวน 200,000 บาท ซึ่งเข้าลักษณะมาตรา 40 (3) โดยหลักทั่วไป ต้องหักภาษีในอัตราร้อยละ 15 ตามมาตรา 70 อย่างไรก็ดี หากประเทศของผู้รับมีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับประเทศไทย และกำหนดให้อัตราภาษีสูงสุดสำหรับค่าสิทธิไม่เกินร้อยละ 10 ผู้จ่ายเงินอาจใช้อัตราดังกล่าวได้

การคำนวณภาษี : 200,000 × 10% = 20,000 บาท

                              การใช้อัตราภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด และต้องมีหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ของผู้รับเงิน หากไม่มีเอกสารครบถ้วน อาจถูกเรียกเก็บภาษีส่วนต่างย้อนหลัง


กำหนดเวลาการยื่นแบบและความรับผิดตามกฎหมาย
          การยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 ต้องกระทำภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการจ่ายเงิน ตามมาตรา 52 และคำสั่งกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้อง หากยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ อาจได้รับการขยายเวลาตามประกาศที่กำหนด
กรณีไม่ยื่นแบบหรือยื่นล่าช้า อาจมีความรับผิดดังต่อไปนี้
                    เงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระ (เศษของเดือนนับเป็นหนึ่งเดือน)

                    เบี้ยปรับไม่เกินสองเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระ
                    ความรับผิดทางอาญาตามมาตรา 89


การปฏิบัติที่ถูกต้อง
          เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ควรพิจารณาประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
                    วิเคราะห์ลักษณะของเงินได้ให้ถูกต้องตามมาตรา 40

                    พิจารณาแหล่งเงินได้ตามมาตรา 41 วรรคสอง
                    ตรวจสอบว่าผู้รับเงินมีสถานประกอบการถาวร (Permanent Establishment) ในประเทศไทยหรือไม่
                    พิจารณาสิทธิประโยชน์ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนและเงื่อนไขการใช้สิทธิ
                    ตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญาว่ากำหนดจำนวนเงินก่อนหรือหลังหักภาษี (Gross หรือ Net of Tax)
          การวิเคราะห์อย่างรอบคอบและมีเอกสารประกอบครบถ้วน จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลัง และเสริมสร้างระบบกำกับดูแลด้านภาษีที่มีประสิทธิภาพภายในองค์กร


          ภ.ง.ด.54 เป็นกลไกสำคัญในระบบภาษีอากรของประเทศไทยที่ใช้บังคับกับการจ่ายเงินได้ไปต่างประเทศ โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 40 มาตรา 41 และมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร
          ผู้จ่ายเงินในประเทศไทยต้องตระหนักถึงหน้าที่ในการหักและนำส่งภาษีอย่างถูกต้องภายในกำหนดเวลา พร้อมทั้งพิจารณาสิทธิประโยชน์ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนอย่างรอบคอบ การปฏิบัติที่สอดคล้องกับบทบัญญัติกฎหมายและแนวทางของกรมสรรพากร จะช่วยลดความเสี่ยงทางภาษี และสนับสนุนการดำเนินธุรกรรมระหว่างประเทศให้เป็นไปอย่างมั่นคงและโปร่งใส

เขียนและเรียบเรียงโดย : บริษัท โปรซอฟท์ ซีอาร์เอ็ม จำกัด | 17 กุมภาพันธ์ 2569

 486
ผู้เข้าชม

สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์