
สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
กำไรจาก “คริปโต” ต้องเสียภาษี ดังนี้
ถือเป็นเงินได้ จึงต้องเสียภาษี ตามมาตรา 40(4)(ซ) และมาตรา 40(4)(ฌ) ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ 2561 ไม่สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ในการคำนวณภาษีได้
ผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เมื่อมีการจ่ายส่วนแบ่งกำไร หรือเกิดกำไรจากการขาย
ตัวอย่าง
แลกเปลี่ยนซื้อขาย Bitcoin ได้กำไร 100,000 บาท
หัก ภาษี ณ ที่จ่าย 15%
100,000 x 15% = 15,000 บาท
ดังนั้น จะเหลือกำไร
100,000 – 15,000 = 85,000 บาท
การหักภาษี 15% ไม่ได้ถือว่าเป็น final tax แม้จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แล้ว แต่ก็ยังต้องนำเอาส่วนแบ่งกำไร หรือกำไรจากขายที่เกิดขึ้นมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย และหักค่าใช้จ่ายไม่ได้
เช่น ขายคริปโทเคอร์เรนซีได้กำไร 100,000 บาท จะถูกหักภาษี 15,000 บาท ดังนั้น จะเหลือกำไรที่ได้รับคือ 85,000 บาท
เช่น ได้เงินปันผล 10,000 บาท จะถูกหักภาษี 1,500 บาท ดังนั้น จะเหลือเงินปันผลที่ได้รับคือ 8,500 บาท
ที่มา : www.dharmniti.co.th
A: ระบบที่ใช้งานผ่าน Cloud เหมาะกับการเข้าถึงข้อมูลจากหลายสถานที่ ส่วนการติดตั้งบน Server ภายในองค์กรเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการดูแลโครงสร้างระบบเอง ทั้งสองรูปแบบควรพิจารณาเรื่องค่าใช้จ่าย การดูแลข้อมูล และรูปแบบการทำงานก่อนเลือกใช้
A: แพ็กเกจมีระบบหลักและระบบเสริมแตกต่างกัน เช่น CRM, Dashboard และการเชื่อมต่อ Lazada หรือ Shopee ควรตรวจสอบรายการที่รวมอยู่ในแต่ละแพ็กเกจ เพราะบางฟังก์ชันอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
A: ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกขั้นตอนทันที ควรตรวจสอบวิธีส่งข้อมูล รูปแบบรายงาน และความต้องการของสำนักงานบัญชีร่วมกันก่อนเริ่มใช้งาน โดยสามารถศึกษาฟังก์ชันสำหรับผู้ทำบัญชีได้จากโปรแกรมบัญชีสำหรับสำนักงานบัญชี